dhammatan.com
เชิญโหลดหนังสือธรรมะครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ไปไว้อ่านกันนะครับ
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 02:39 น. เขียนโดย KruEk_f4 วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 07:53 น.
รวมหนังสือธรรมะของครูบาอาจารย์หลายท่านครับ
![]() |
เครดิต : http://www.dhammajak.net
ส่องกล้องมองคำว่า"ทุกข์"
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 03:20 น. เขียนโดย KruEk_f4 วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 09:57 น.
ส่องกล้องมองคำว่า"ทุกข์"
|
"ความทุกข์ทั้งหลายที่เป็นความทุกข์ทางใจนี้ เป็นเพราะว่าเรามองดูปรากฏการณ์ในชีวิตด้วยความไม่ชัดเจน" "ยังไม่สนใจธรรมะ เพราะชีวิตยังไม่มีทุกข์" คนจำนวนมากคิดเช่นนี้ เพราะคำว่า "ทุกข์" นั้นฟังดูเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสในชีวิต ทั้งที่ความจริงแล้ว ความหมายของคำนี้ในธรรมะของพุทธศาสนามีความละเอียดอ่อนยิ่งนัก หากศึกษาจริงๆ แล้วจะรู้สึกทึ่งและอัศจรรย์ใจในอัจฉริยภาพของตัวผู้ค้นพบยิ่งนักจะรู้สึกอย่างไรหากบอกว่าในทุกๆ จังหวะและท่วงทำนองของการดำเนินชีวิตมีทุกข์แฝงอยู่ทุกขณะ ไม่รู้จัก-อย่ารีบบอกว่าไม่มี อย่าเพิ่งเถียงถ้ายังไม่ได้คำอธิบายในเรื่องนี้ของ ดร.ระวี ภาวิไล ที่ส่องกล้องมองดูคำว่าทุกข์ได้ละเอียดไม่แพ้การส่องกล้องดูดาวบนท้องฟ้าเลย "คำว่าปัญหากับความทุกข์ในทางพระพุทธศาสนาใช้แทนกันได้ คำว่าปัญหาเป็นคำสมัยใหม่ เราจะพิจารณาได้ว่าสิ่งที่เราเรียกว่าปัญหานี้คือ ความทุกข์นั่นเอง แต่เวลาพูดความทุกข์จะดูเหมือนหนัก พูดคำว่าปัญหาเป็นเรื่องทันสมัย แล้วเราจะพบว่าสิ่งที่เราต้องแก้ก็คือ ความไม่สะดวกสบายที่ทนได้ยากนั่นเอง "ตามที่บอกว่าชีวิตเป็นความทุกข์เป็นปัญหานั้น ไม่ใช่ว่าการกล่าวเช่นนั้นเป็นการมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการกล่าวถึงสภาวะที่เป็นจริงในชีวิตของเรา" ไม่เชื่อลองฟังต่อไปได้ "นับตั้งแต่เรารู้สึกตัวลืมตาขึ้นวันหนึ่งๆ จะพบปัญหาที่ต้องแก้ถัดกันไป แก้ปัญหานั้นปัญหาใหม่ก็เข้ามาเรื่อย ถ้าจะสังเกตตั้งแต่เช้า ปัญหาทำอย่างไรเราจะมาถึงที่ทำงานได้โดยเรียบร้อย แม้เมื่อถึงที่ทำงานเราจะพบปัญหารออยู่บนโต๊ะ จะต้องแก้อันนั้นอันนี้เรื่อยไป ชีวิตก็จะเป็นอย่างนี้ "ปัญหาหรือความทุกข์ทางกายนี้เป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่งที่น่าจะสังเกตได้ก็คือว่า ส่วนใจมันพลอยไปกับกายมากน้อยแค่ไหน ทั้งที่ส่วนใจก็มีความทุกข์ทางใจอยู่แล้ว คือความเศร้าโศก ความคับแค้นใจ ซึ่งส่วนของจิตใจนี้อาจจะเกิดขึ้นเพราะความทุกข์ทางกายทำให้เกิด หรืออาจเกิดแม้ความทุกข์ทางกายไม่มีก็ได้ "นับเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนในสาเหตุ และสาเหตุเหล่านี้ทางพฤติกรรมสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกิดขึ้นมาอย่างไร แล้วก็รู้หนทางที่จะบรรเทามันลงไป" ในบรรดาความทุกข์ที่แบ่งออกเป็นทางกายและทางใจนั้น อ.ระวีบอกว่า "ความทุกข์ทางใจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น แล้วเราจะพบว่ามนุษย์ได้สร้างกลไกขึ้นทั้งในตัวเองและสังคม ทำให้เกิดความกดดันและความทุกข์ทางใจขึ้น โดยคนส่วนใหญ่อาจจะมองข้ามไป หรืออาจจะมองไม่เห็น มันก็กลายเป็นปัญหาหรือเป็นทุกข์ ความทุกข์ทางใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่การอบรมและการฝึกฝนใจสามารถทำให้มันระงับไปได้" ความทุกข์ทางใจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น-เป็นประเด็นที่ควรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นวันหนึ่งๆ คนเราทุกข์ทางใจไปโดยสิ้นเปลืองไม่ใช่น้อยบอกแค่นี้คงไม่ทำให้คิ้วที่ขมวดอยู่คลายออกไปได้ ต้องรับรู้การแจกแจงปฏิบัติการของสิ่งที่เรียกว่าทุกข์เสียก่อน ทุกข์กาย-ทุกข์ใจแน่ กายไม่ทุกข์-ใจทุกข์ไปล่วงหน้า "ตัวอย่างความพัวพันระหว่างทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจที่อาจจะได้พบกันในชีวิตประจำวัน สมมุติว่าเราเป็นเด็กไม่สบายแล้วไปหาหมอ หมอบอกว่าเราเป็นไข้หวัด ต้องฉีดยา ถ้าเด็กคนนั้นเคยฉีดยามาหนหนึ่งแล้ว พอบอกต้องฉีดยาอีกมันเกิดทุกข์ขึ้นมาทันที ความทุกข์ที่ได้รับฟังว่าต้องเอาเข็มมาแทงลงไปในเนื้อ ในขณะนั้นทุกข์ทางกายยังไม่ได้เกิด แต่ทุกข์ทางใจเกิดขึ้นแล้ว อาจจะเริ่มมีอาการเป็นทุกข์ เริ่มน้ำตาคลอ พอหมอเอาเข็มฉีดยาดูดยาออกมาจากหลอดก็เริ่มจะมีความทุกข์ทางกายบ้าง แต่ไม่เจ็บ น้ำตาไหลได้ "เราเป็นผู้ใหญ่รู้สึกแต่คงไม่ถึงกับน้ำตาไหล เห็นหมอทำอย่างนั้นเราก็เริ่มรู้สึก หมอเอาเข็มฉีดยามาบีบยาให้ยามันไล่ แล้วก็เอามาจรดลง แล้วลองนึกทบทวนดูว่าเรารู้สึกอย่างไร จะรู้สึกไม่สบายใจ หมอเริ่มกดเข็ม บางครั้งเราก็มอง บางครั้งเราก็ไม่อยากมอง ลองมองดูและลองพิจารณาดูตอนที่เข็มมันจรด ความทุกข์ทางกายยังไม่เกิดขึ้น แต่เรามีความไม่สบายใจ พอหมอกดเข็มเข้าไปในเนื้อเรา นึกว่าเราเจ็บ แต่ที่จริงถ้าเราเพ่งใจลงไปในขณะเข็มกดลงไปในเนื้อ จะพบว่ามันยังไม่เจ็บ ความทุกข์ทางกายยังไม่มี แต่เมื่อเข็มมันลงไปลึกพอประมาณแล้ว และเมื่อหมอเริ่มกดยาเข้าไป ความเจ็บมันจะมี "ถ้ามีสติอยู่กับปัจจุบัน เจ็บที่แล้วไปอย่าไปนึกถึงมันอีก เจ็บที่กำลังเจ็บดูมัน เจ็บที่ยังไม่มา อย่าเพิ่งไปเจ็บก่อน เราจะพบว่าความเจ็บได้เป็นทุกข์ก้อนใหญ่ที่เราจะต้องแบกไว้ แต่ความเจ็บนั้นมันเป็นชั่วขณะๆ พอหมอถอนเข็มออกแล้วขยี้ตอนนั้นเราจะเจ็บมากชั่วขณะ แล้วก็จะชา แต่ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นจะรู้สึกว่าความเจ็บจริงๆ กับความที่ใจเราเป็นทุกข์มันปนเปกันไปหมด ไม่รู้ส่วนไหนเป็นทุกข์ทางกาย ส่วนไหนเป็นทุกข์ทางใจ "ถ้าเป็นเด็ก เด็กจะร้องก่อนเข็มจะถูก เมื่อถูกเข็มแทงก็ร้องลั่น พอหมอถอนเข็มออกก็ยังร้องอยู่ เพราะโกรธหมอ นี่คือตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นกลไกของสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์" "ความทุกข์ทั้งหลายที่เป็นความทุกข์ทางใจนี้ เป็นเพราะว่าเรามองดูปรากฏการณ์ในชีวิตด้วยความไม่ชัดเจน ทำอย่างไรจะเห็นสภาวะชัดเจน ทำอย่างไรจะรู้ทัน" โจทย์นี้หาคำตอบได้ไม่ยาก! |
มาฆบูชารำลึก
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 05:15 น. เขียนโดย dhammatan.com วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 05:03 น.
|
ความหมาย วันมาฆบูชาหมายถึง การบูชา ในวันเพ็ญเดือน ๓ เนื่องในโอกาสคล้าย วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ความสำคัญ วันมาฆบูชาเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ มีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธโดยมิได้นัดหมายกันพระสงฆ์ ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ ผู้ ได้อภิญญา ๖และเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบท โดยตรงจากพระพุทธเจ้า ในวันนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นทั้งหลักการอุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติที่ นำไปใช้ได้ทุกสังคมมีเนื้อหา โดยสรุปคือให้ละความชั่วทุกชนิด ทำความดี ให้ถึงพร้อมและทำจิตใจให้ผ่องใส |
14 กุมภา "วันแห่งความรัก" ความรักในมุมมองของพระพุทธศาสนา
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 04:12 น. เขียนโดย dhammatan.com วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 15:41 น.
ความรักในมุมมองของพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาแบ่งความรักออกเป็นระดับต่างๆได้ ๖ ระดับครับ
ปิยะ --> เปมะ --> ฉันทะ --> ศรัทธา --> เมตตา --> กรุณา
ปิยะ เป็นมุมมองของความรักที่มองจากตัวเองออกไป คือการไปรักคนอื่น เช่น ปิยะมหาราช คือเรารักพระราชา
เป็นความรักจากตัวเราออกไปหาพระราชานั่นเองครับ หรือบุคคลต่างๆอันเป็นที่รักของเราก็เรียกว่าปิยะชน
มุมมองของความรักในความเป็นปิยะนั้น ที่ครองความเป็นระดับล่างที่สุดก็เพราะยังเกี่ยวเนื่องด้วยกามอยู่ครับ
ลองพิจารณาความรักในลำดับสูงขึ้นไปจะเข้าใจมากขึ้นครับ
เปมะ เป็นมุมมองความรักจากภายนอกเข้ามาหาตัวเราเอง เช่น ความรักเสมอด้วยตนไม่มี ท่านก็ใช้คำว่าเปมะ
(นัตถิ อัตตะ สะมัง เปมัง) หรือ เปมะโต ชายะตี โสโก ความโศกเกิดจากความรัก ทั้งนี้เพราะเรารู้สึกรัก
จึงรู้สึกโศก เพราะความโศกนั้นเป็นสิ่งที่ตนเองรู้สึกอยู่ จึงเป็นมุมมองที่มองเข้ามาหาตัวเรา ความรักแบบนี้
ที่สูงขึ้นจากปิยะก็เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับกามน้อยลงครับ
บทความ อื่นๆ ...
หน้า 5 จาก 11
วิทยุธรรมทาน
ญาติธรรมออนไลน์
ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์






![]() | วันนี้ | 167 |
![]() | เมื่อวาน | 193 |
![]() | สัปดาห์นี้ | 842 |
![]() | สัปดาที่ผ่านมา | 1433 |
![]() | เดือนนี้ | 4323 |
![]() | เดือนที่ผ่านมา | 5803 |
![]() | รวมทั้งสิ้น | 144710 |
Your IP: 72.44.48.122
,
เริ่มนับ 24 กันยายน 53










